รับจ้างทั่วไทย

ทำบัญชีเองด้วยโปรแกรม เทียบกับจ้างสำนักงานบัญชี

อัปเดต 2569/09 · หมวด สำนักงานบัญชี

ทำเองได้จริงถ้าคุณเป็นบุคคลธรรมดาหรือฟรีแลนซ์ที่รายได้ไม่ซับซ้อน แต่ถ้าจดเป็นนิติบุคคลแล้ว กฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียน และต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินประจำปี ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ "ทำเองทั้งหมดได้ไหม" แต่เป็น "จะแบ่งงานกันอย่างไรให้ถูกและเร็วที่สุด"

เทียบให้เห็นภาพ

หัวข้อทำเองด้วยโปรแกรมจ้างสำนักงานบัญชี
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยประมาณ0 ถึง 1,500 บาท (ค่าโปรแกรม)1,500 ถึง 30,000 บาท
เวลาที่ต้องใช้5 ถึง 20 ชั่วโมงต่อเดือน1 ถึง 3 ชั่วโมงต่อเดือน (รวบรวมเอกสาร)
ใช้กับนิติบุคคลได้ไหมไม่ครบ ยังต้องมีผู้ทำบัญชีขึ้นทะเบียนและผู้สอบบัญชีได้ครบ
ความเสี่ยงยื่นผิดสูงถ้าไม่มีพื้นฐานต่ำกว่า แต่ยังต้องตรวจสอบเอง
ความรู้ที่ต้องมีต้องเข้าใจภาษีและรอบยื่นแบบไม่จำเป็นต้องลึก แต่ควรอ่านงบเป็น
ความยืดหยุ่นเวลาต้องการข้อมูลด่วนเห็นข้อมูลได้ทันทีต้องรอสำนักงานส่งให้

ตัวเลขเป็นช่วงโดยประมาณของ พ.ศ. 2569

กรณีที่ทำเองคุ้ม

  • ฟรีแลนซ์หรือบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ทางเดียวหรือสองทาง
  • ธุรกิจที่ยังไม่ได้จดนิติบุคคล และรายการไม่ถึง 30 รายการต่อเดือน
  • ผู้ที่มีพื้นฐานบัญชีหรือเคยทำงานสายนี้มาก่อน
  • ช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่มีรายได้ และอยากคุมต้นทุนทุกบาท

ถึงจะทำเอง ก็ยังควรจ้างที่ปรึกษาตรวจให้ปีละครั้งก่อนยื่นภาษีประจำปี ค่าใช้จ่ายไม่มากแต่ช่วยจับข้อผิดพลาดที่สะสมมาทั้งปีได้

กรณีที่ควรจ้าง

  • จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนแล้ว
  • จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เพราะต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนแม้ไม่มีรายได้
  • มีลูกจ้าง ทำให้ต้องทำเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคม
  • มีสต็อกสินค้าหรือขายหลายช่องทาง
  • มีรายการกับต่างประเทศ
  • เคยได้รับหนังสือจากหน่วยงานภาษี
  • เวลาของคุณสร้างรายได้ได้มากกว่าค่าจ้างต่อชั่วโมงของงานเอกสาร

ข้อสุดท้ายคือเกณฑ์ที่ตรงที่สุด ถ้าคุณใช้เวลา 15 ชั่วโมงต่อเดือนกับงานเอกสาร แล้วเวลานั้นเอาไปขายของหรือดูแลลูกค้าได้มากกว่าค่าจ้าง 4,000 บาท การจ้างคือทางเลือกที่ถูกกว่าในทางเศรษฐศาสตร์

รูปแบบผสม ที่หลายกิจการใช้จริง

วิธีนี้คือทางสายกลางที่ประหยัดกว่าและได้ข้อมูลเร็วกว่า

  1. คุณบันทึกรายรับรายจ่ายและออกเอกสารขายด้วยโปรแกรมบัญชีเอง
  2. ตั้งค่าโปรแกรมให้ออกใบกำกับภาษีถูกตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่ต้น
  3. ให้สิทธิ์สำนักงานบัญชีเข้าดูข้อมูลในระบบได้โดยตรง
  4. สำนักงานบัญชีทำหน้าที่ปรับปรุงรายการ ปิดบัญชี ยื่นแบบ และรับผิดชอบในฐานะผู้ทำบัญชี
  5. ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรองงบประจำปี

ผลที่มักได้คือค่าบริการถูกลง เพราะเอกสารเข้าระบบเป็นระเบียบแล้ว และคุณเห็นตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ทุกวันแทนที่จะรอรายงานรายไตรมาส

ก่อนเลือกโปรแกรม ควรถามสำนักงานบัญชีก่อนว่าเขาทำงานกับโปรแกรมไหนได้บ้าง เพราะถ้าโปรแกรมส่งออกข้อมูลในรูปแบบที่เขาใช้ต่อไม่ได้ งานจะไม่ได้ลดลงจริง

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกโปรแกรมบัญชี

  • รองรับการออกใบกำกับภาษีตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
  • ส่งออกข้อมูลให้สำนักงานบัญชีได้ในรูปแบบที่เขาใช้ได้
  • มีระบบสต็อกหรือไม่ ถ้าธุรกิจคุณมีสินค้า
  • เชื่อมกับระบบขายหน้าร้านหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คุณใช้ได้หรือไม่
  • ข้อมูลอยู่ที่ไหน ถ้าเลิกใช้จะดึงข้อมูลออกได้อย่างไร
  • ค่าบริการรายปีและข้อจำกัดจำนวนผู้ใช้หรือจำนวนเอกสาร

ข้อ 5 คือข้อที่ควรถามก่อนสมัคร เพราะการย้ายโปรแกรมกลางปีมีต้นทุนสูงกว่าที่คิดเสมอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำเอง

  1. ลืมว่าต้องยื่น ภ.พ.30 แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้
  2. ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าบริการ ทำให้กิจการต้องรับภาระเอง
  3. ออกใบกำกับภาษีไม่ครบองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนด
  4. ใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวปนกับของกิจการ
  5. บันทึกรายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับ แล้วถูกปรับปรุงออกตอนปิดงบ
  6. ไม่ได้แยกภาษีซื้อที่ขอคืนได้กับขอคืนไม่ได้
  7. เข้าใจว่าจดบริษัทแล้วเสียภาษีถูกลงเสมอ ซึ่งไม่จริงเสมอไป

ทุกข้อในรายการนี้แก้ได้ถ้ารู้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้ารู้ตอนปิดงบปลายปี การแก้ย้อนหลังมักมีค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าจ้างที่ประหยัดไปทั้งปี

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีเฉพาะราย เว็บไซต์เป็นเพียงสมุดรายชื่อ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการ

อ่านต่อ