ค่าจดทะเบียนบริษัท หจก. 2569 เท่าไร เตรียมอะไรบ้าง
อัปเดต 2569/09 · หมวด สำนักงานบัญชี
จดทะเบียนบริษัทจำกัดผ่านสำนักงานบัญชีในกรุงเทพฯ ปี 2569 รวมทุกอย่างมักอยู่ที่ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 บาท ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดถูกกว่า ประมาณ 4,000 ถึง 10,000 บาท
ยอดนี้แบ่งเป็น 2 ก้อนที่ต้องแยกให้ออก คือค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้หน่วยงานราชการ กับค่าบริการที่จ่ายให้สำนักงานบัญชี
แยกค่าใช้จ่ายให้เห็นชัด
| รายการ | บริษัทจำกัด | ห้างหุ้นส่วนจำกัด |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียมราชการ | ตามอัตราของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า | ตามอัตราของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า |
| ค่าบริการสำนักงานบัญชี | 4,000 ถึง 15,000 บาท | 3,000 ถึง 8,000 บาท |
| ค่าตรายาง | 300 ถึง 800 บาท | 300 ถึง 800 บาท |
| จดทะเบียน VAT (ถ้าต้องจด) | 2,000 ถึง 5,000 บาท | 2,000 ถึง 5,000 บาท |
| ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ามีลูกจ้าง) | 1,500 ถึง 4,000 บาท | 1,500 ถึง 4,000 บาท |
ค่าธรรมเนียมราชการเป็นไปตามอัตราที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดและปรับได้ ควรสอบถามอัตราปีปัจจุบันจากกรมหรือสำนักงานบัญชีก่อนตั้งงบ
หลายสำนักงานบัญชีลดหรือยกเว้นค่าบริการจดทะเบียน ถ้าคุณตกลงใช้บริการทำบัญชีรายเดือนต่อเนื่อง ซึ่งคุ้มถ้าคุณจะจ้างเขาอยู่แล้ว แต่ควรดูค่ารายเดือนประกอบว่าไม่ได้บวกกลับคืนมา
บริษัทจำกัดกับ หจก. เลือกแบบไหนดี
เลือกจากความรับผิดของเจ้าของ ภาพลักษณ์ต่อคู่ค้า และภาระงานหลังจดทะเบียน ไม่ใช่เลือกจากค่าจดทะเบียนซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว
| หัวข้อ | บริษัทจำกัด | ห้างหุ้นส่วนจำกัด |
|---|---|---|
| ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ | ผู้เริ่มก่อการ 2 คนขึ้นไป (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับแก้ไข มีผล พ.ศ. 2566) | หุ้นส่วน 2 คนขึ้นไป |
| ความรับผิด | ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดตามมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ | หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด |
| ผู้รับรองงบการเงิน | ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) | ขนาดเล็กตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ |
| ภาระเอกสารรายปี | มากกว่า มีประชุมผู้ถือหุ้นและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น | น้อยกว่า |
| ความน่าเชื่อถือกับคู่ค้ารายใหญ่ | มักได้เปรียบ | ขึ้นกับอุตสาหกรรม |
ถ้าลูกค้าหลักของคุณเป็นบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานที่ต้องการคู่ค้าเป็นบริษัทจำกัด เรื่องนี้มักชี้ขาดมากกว่าเรื่องค่าใช้จ่าย
เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม
- ชื่อกิจการ 3 ชื่อเรียงลำดับ เผื่อชื่อซ้ำ
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ก่อตั้งและกรรมการทุกคน
- ที่ตั้งสำนักงาน พร้อมหลักฐานการใช้สถานที่ เช่น หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ และสำเนาทะเบียนบ้าน
- ทุนจดทะเบียน และสัดส่วนการถือหุ้นของแต่ละคน
- วัตถุประสงค์ของกิจการ
- ชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และเงื่อนไขการลงนาม
- วันสิ้นรอบบัญชีที่ต้องการ
- แผนที่ตั้งสำนักงาน
ข้อ 4 และ 6 คือสองข้อที่คนมักตัดสินใจเร็วเกินไปแล้วต้องมาแก้ทีหลัง ซึ่งการจดทะเบียนแก้ไขมีค่าใช้จ่ายทุกครั้ง ควรคุยกับหุ้นส่วนให้จบก่อนยื่น
ทุนจดทะเบียนควรตั้งเท่าไร
ตั้งให้สมเหตุสมผลกับขนาดธุรกิจและคู่ค้าที่จะติดต่อ ไม่จำเป็นต้องตั้งสูงเพื่อความน่าเชื่อถืออย่างเดียว
ข้อควรรู้
- ทุนจดทะเบียนสูงทำให้ดูน่าเชื่อถือกับคู่ค้าบางกลุ่ม และบางงานประมูลกำหนดทุนขั้นต่ำ
- ทุนที่จดไว้ถือเป็นภาระผูกพันที่ผู้ถือหุ้นต้องชำระตามที่จดทะเบียน
- เกณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ SME ที่กรมสรรพากรกำหนด บางข้อผูกกับทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีก่อนตั้งตัวเลข
สิ่งที่ต้องทำต่อทันทีหลังจดทะเบียน
จดทะเบียนเสร็จไม่ใช่จบ ยังมีงานที่ต้องทำในเดือนแรก
- เปิดบัญชีธนาคารในชื่อนิติบุคคล และแยกจากบัญชีส่วนตัวเด็ดขาด
- แต่งตั้งผู้ทำบัญชีและแจ้งข้อมูลให้ถูกต้อง
- ตรวจว่าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือยัง โดยเกณฑ์คือรายได้ที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอภายใน 30 วันนับแต่วันที่เกินเกณฑ์
- ถ้ามีลูกจ้าง ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน
- จัดทำเอกสารทางบัญชีให้ถูกแบบ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ
- ตรวจว่าธุรกิจของคุณต้องมีใบอนุญาตเฉพาะเพิ่มหรือไม่ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือขนส่ง
- ทำความเข้าใจรอบยื่นภาษีรายเดือนและรายปีของกิจการ
ข้อ 1 คือข้อที่ละเลยกันมากที่สุดและสร้างงานให้บัญชีมากที่สุด เพราะเมื่อเงินบริษัทกับเงินส่วนตัวปนกัน การพิสูจน์รายจ่ายของกิจการจะยากขึ้นทันที
จดบริษัทแล้วเสียภาษีถูกลงจริงไหม
ไม่เสมอไป ขึ้นกับโครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายที่มีเอกสารของแต่ละราย
บุคคลธรรมดาเสียภาษีแบบขั้นบันไดจากเงินได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลเสียจากกำไรสุทธิ และกิจการที่เข้าเกณฑ์ SME ตามที่กรมสรรพากรกำหนดมีอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าอัตราปกติ แต่นิติบุคคลมีต้นทุนที่บุคคลธรรมดาไม่มี ทั้งค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และภาระเอกสาร อีกทั้งการนำเงินออกจากบริษัทมาใช้ส่วนตัวก็มีภาระภาษีของตัวเอง
วิธีตัดสินใจที่ดีที่สุดคือให้ผู้ทำบัญชีคำนวณเทียบสองทางจากตัวเลขจริงของคุณย้อนหลัง 1 ปี แล้วดูยอดรวมทั้งภาษีและค่าใช้จ่ายในการดูแลกิจการ
ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีเฉพาะราย เว็บไซต์เป็นเพียงสมุดรายชื่อ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการ