รับจ้างทั่วไทย

ค่าทำบัญชีรายเดือน 2569 ราคาเท่าไร แยกตามขนาดธุรกิจ

อัปเดต 2569/09 · หมวด สำนักงานบัญชี

ค่าทำบัญชีรายเดือนในกรุงเทพฯ ปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1,500 ถึง 30,000 บาทต่อเดือน โดยบริษัทเล็กที่ยังไม่จด VAT และมีเอกสารไม่เกิน 30 ชิ้นต่อเดือน มักจ่ายอยู่ที่ 1,500 ถึง 3,000 บาท

ตัวแปรที่กำหนดราคาไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็น จำนวนเอกสารที่ต้องบันทึก เพราะนั่นคือปริมาณงานจริงของผู้ทำบัญชี

ตารางราคาตามขนาดธุรกิจ

ลักษณะกิจการเอกสารต่อเดือนค่าบริการ (บาท/เดือน)
บริษัทเปิดใหม่ ยังไม่มีรายการ (งบเปล่า)0 ถึง 10 ชิ้น1,000 ถึง 2,000
นิติบุคคลเล็ก ยังไม่จด VATน้อยกว่า 30 ชิ้น1,500 ถึง 3,000
จด VAT แล้ว ลูกจ้าง 1 ถึง 5 คน30 ถึง 100 ชิ้น3,000 ถึง 6,000
ร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร มีสต็อก100 ถึง 300 ชิ้น6,000 ถึง 12,000
หลายสาขา ลูกจ้างมาก นำเข้าส่งออกเกิน 300 ชิ้น12,000 ถึง 30,000

ตัวเลขเป็นช่วงโดยประมาณของ พ.ศ. 2569 ราคาจริงต้องขอใบเสนอราคาจากปริมาณเอกสารจริง

"เอกสาร 1 ชิ้น" ในที่นี้หมายถึงรายการที่ต้องบันทึก 1 รายการ เช่น ใบกำกับภาษีขาย 1 ใบ ใบเสร็จค่าใช้จ่าย 1 ใบ หรือรายการเดินบัญชีธนาคาร 1 บรรทัด บางสำนักงานนับรวมรายการธนาคาร บางที่ไม่นับ ควรถามให้ชัดเพราะทำให้ราคาต่างกันได้มาก

ค่าใช้จ่ายรายปีที่แยกจากค่ารายเดือน

นอกจากค่ารายเดือน กิจการนิติบุคคลยังมีค่าใช้จ่ายประจำปีอีกชุดหนึ่ง

รายการราคาโดยประมาณ (บาท/ปี)หมายเหตุ
ค่าปิดงบการเงิน6,000 ถึง 15,000บางสำนักงานรวมในค่ารายเดือนแล้ว
ค่าสอบบัญชี บริษัทขนาดเล็ก6,000 ถึง 20,000จ่ายให้ผู้สอบบัญชี แยกจากสำนักงานบัญชี
ค่าสอบบัญชี ขนาดกลางขึ้นไปขึ้นกับปริมาณเอกสาร ขอใบเสนอราคาขึ้นกับรายได้ สาขา และสต็อก
ค่ายื่นแบบและนำส่งงบต่อหน่วยงาน0 ถึง 3,000หลายที่รวมให้แล้ว

คำถามที่ควรถามตั้งแต่วันแรกคือ "ค่ารายเดือนที่เสนอมา รวมค่าปิดงบและค่าสอบบัญชีหรือยัง" เพราะสำนักงาน 2 แห่งที่เสนอ 3,000 บาทต่อเดือนเท่ากัน อาจมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งปีต่างกันเกือบ 20,000 บาท

งานที่มักคิดเพิ่มนอกแพ็กเกจ

  • จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลง เช่น เพิ่มทุน ย้ายที่ตั้ง เปลี่ยนกรรมการ ครั้งละประมาณ 2,000 ถึง 6,000 บาท บวกค่าธรรมเนียมราชการ
  • จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มระหว่างปี ประมาณ 2,000 ถึง 5,000 บาท
  • ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม ประมาณ 1,500 ถึง 4,000 บาท
  • ทำบัญชีย้อนหลัง คิดเป็นรายเดือนย้อนหลัง มักบวกเพิ่มจากราคาปกติ ขึ้นกับปริมาณเอกสารและจำนวนเดือนที่ค้าง ควรขอใบเสนอราคา
  • จัดทำเอกสารสำหรับยื่นกู้ธนาคาร หรือหนังสือรับรองรายได้
  • แก้ไขแบบที่ยื่นไปแล้ว หรือรับมือหนังสือเชิญพบจากหน่วยงานภาษี
  • วางระบบบัญชีใหม่หรือย้ายโปรแกรม คิดเป็นรายโครงการ

ทำไมราคาต่างกันมากทั้งที่งานดูเหมือนกัน

ราคาต่างกันเพราะ 4 อย่าง คือ ขอบเขตงานที่รวมอยู่ จำนวนลูกค้าต่อผู้ทำบัญชี 1 คน ระดับประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกับคุณ และระดับการตอบกลับที่รับปาก

สำนักงานที่คิดถูกมากมักรับลูกค้าต่อคนเยอะกว่า ซึ่งไม่ได้แปลว่าทำงานไม่ดีเสมอไป แต่แปลว่าเวลาที่ได้รับต่อรายน้อยลง ถ้ากิจการคุณเอกสารเรียบร้อยและรายการไม่ซับซ้อน แบบนี้ก็อาจพอดีกับความต้องการ แต่ถ้าธุรกิจมีสต็อก มีลูกจ้างหลายคน หรือมีรายการต่างประเทศ การจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้เวลาและความเชี่ยวชาญมักคุ้มกว่า

อีกจุดที่ทำให้ราคาต่างกันคือรูปแบบการส่งเอกสาร กิจการที่ส่งไฟล์เป็นระเบียบทุกเดือนมักได้ราคาดีกว่ากิจการที่ส่งถุงใบเสร็จปีละครั้ง เพราะงานจัดเรียงเอกสารกินเวลามากกว่าการบันทึกบัญชีเสียอีก

วิธีต่อรองราคาแบบที่ได้ผลจริง

  1. รวบรวมจำนวนเอกสารจริงของ 3 เดือนล่าสุดไปคุย แทนที่จะบอกว่า "ธุรกิจเล็ก ๆ"
  2. ขอใบเสนอราคาจาก 3 แห่งโดยให้ข้อมูลชุดเดียวกันทุกแห่ง
  3. ขอให้แยกบรรทัดค่ารายเดือน ค่าปิดงบ และค่าสอบบัญชี ออกจากกันให้เห็นชัด
  4. เสนอว่าจะส่งเอกสารเป็นไฟล์ตามรูปแบบที่เขาต้องการทุกเดือน แลกกับส่วนลด
  5. ถามราคาสำหรับสัญญารายปีเทียบกับรายเดือน
  6. อย่าตัดสินที่ราคาต่ำสุด ให้เทียบ "ราคารวมทั้งปี" ของแต่ละเจ้าแทน

ข้อ 6 สำคัญที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ในงานรายปีมักทำให้อันดับราคาพลิกทั้งหมด

กรณีที่ค่าบริการมักถูกปรับขึ้นกลางทาง

  • กิจการเริ่มจด VAT ระหว่างปี ทำให้มีงานยื่น ภ.พ.30 เพิ่มทุกเดือน
  • เริ่มมีลูกจ้าง ทำให้ต้องทำเงินเดือน ภ.ง.ด.1 และประกันสังคม
  • ปริมาณเอกสารโตขึ้นเกินช่วงที่ตกลงกันไว้
  • ใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวปนกับบัญชีบริษัท ทำให้ต้องไล่จับคู่รายการเอง
  • ส่งเอกสารช้าเป็นประจำจนต้องทำงานเร่งทุกเดือน

การตกลงล่วงหน้าว่า "ถ้าเอกสารเกินกี่ชิ้นจะปรับราคาเท่าไร" ช่วยตัดปัญหาการขึ้นราคากะทันหันได้มาก

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีเฉพาะราย เว็บไซต์เป็นเพียงสมุดรายชื่อ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการ

อ่านต่อ