รับจ้างทั่วไทย

บัญชีทิ้งงาน ยื่นภาษีช้า ค่าปรับ รับมืออย่างไร

อัปเดต 2569/09 · หมวด สำนักงานบัญชี

ถ้าสงสัยว่าสำนักงานบัญชีไม่ได้ยื่นแบบให้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตรวจสถานะการยื่นของกิจการกับหน่วยงานโดยตรง ไม่ใช่รอคำตอบจากสำนักงานบัญชีอย่างเดียว เพราะความรับผิดตามกฎหมายอยู่ที่กิจการและกรรมการเป็นหลัก

ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งจำกัดความเสียหายได้มาก เพราะเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหลายรายการคำนวณตามระยะเวลาที่ล่าช้า

ปัญหาที่พบบ่อย 6 แบบ

ปัญหาสัญญาณเตือนล่วงหน้าสิ่งที่ควรทำ
ยื่นแบบช้าไม่เคยส่งหลักฐานการยื่นให้ดูขอหลักฐานย้อนหลังทุกเดือน และตรวจกับหน่วยงาน
ติดต่อไม่ได้ช่วงเร่งตอบช้าลงเรื่อย ๆ อ่านแล้วไม่ตอบส่งหนังสือหรืออีเมลเป็นลายลักษณ์อักษร
ทิ้งงานกลางคันเลื่อนงานซ้ำ อ้างเหตุคล้ายเดิมเตรียมสำนักงานใหม่และเร่งขอข้อมูลคืน
บันทึกบัญชีผิดงบไม่สมเหตุสมผลกับความจริงของธุรกิจขอดูงบทดลองและกระทบยอดกับธนาคาร
ไม่คืนเอกสารเลี่ยงตอบเรื่องการส่งมอบทำหนังสือขอคืนเอกสารระบุรายการและกำหนดเวลา
เสนอวิธีที่ผิดกฎหมายชวนใช้ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีอยู่จริงปฏิเสธและเปลี่ยนสำนักงาน

แถวสุดท้ายสำคัญที่สุด เพราะถ้ายอมรับข้อเสนอแบบนั้น ความเสี่ยงทั้งหมดจะตกอยู่กับกิจการและกรรมการ ไม่ใช่กับผู้เสนอ

ค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

ค่าปรับแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ และคำนวณต่างกัน

  1. ค่าปรับอาญาจากการยื่นแบบเกินกำหนด เป็นจำนวนเงินต่อแบบต่อครั้งตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด
  2. เงินเพิ่มจากภาษีที่ชำระล่าช้า คิดเป็นอัตราต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันพ้นกำหนด ตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด
  3. เบี้ยปรับ กรณีไม่ได้ยื่นแบบ ยื่นไม่ถูกต้อง หรือแสดงภาษีขาด คิดจากจำนวนภาษีที่ขาด ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

นอกจากนี้ยังมี ค่าปรับจากการนำส่งงบการเงินล่าช้า ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีทั้งส่วนที่ปรับนิติบุคคลและส่วนที่ปรับกรรมการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ อัตราเป็นไปตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด

ตัวเลขทั้งหมดนี้เปลี่ยนตามประกาศได้ ควรสอบถามจากหน่วยงานหรือผู้ทำบัญชีก่อนวางแผนชำระ และอย่าเชื่อคำรับปากว่า "ขอลดได้แน่นอน" เพราะเป็นดุลพินิจตามกฎหมาย

วิธีตรวจว่ายื่นแบบจริงหรือไม่

  1. ขอหลักฐานการยื่นย้อนหลังจากสำนักงานบัญชีเป็นไฟล์ ไม่ใช่ภาพหน้าจอที่ตัดข้อมูลสำคัญออก
  2. ตรวจรายการเดินบัญชีธนาคารว่ามีการชำระภาษีในเดือนนั้นจริงหรือไม่
  3. เข้าตรวจสถานะการยื่นแบบของกิจการในระบบยื่นแบบออนไลน์ของกรมสรรพากรด้วยบัญชีผู้ใช้ของกิจการเอง หรือสอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่กิจการสังกัด
  4. ตรวจสถานะการนำส่งงบการเงินของนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านช่องทางค้นหาข้อมูลนิติบุคคลของกรม หรือสอบถามกรมโดยตรง
  5. ตรวจสถานะการนำส่งเงินสมทบกับสำนักงานประกันสังคม
  6. ถ้ายังไม่ชัด ให้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะกิจการ

ข้อที่ควรทำตั้งแต่วันแรกของการจ้างคือ ถือบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกิจการไว้เอง แล้วให้สิทธิ์สำนักงานบัญชีใช้งาน ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเป็นผู้ถือรหัสผ่านแต่เพียงผู้เดียว เพราะถ้าติดต่อกันไม่ได้ คุณจะเข้าถึงข้อมูลของตัวเองไม่ได้เลย

ถ้าสำนักงานบัญชีหายไปแล้ว ทำอย่างไร

  1. รวบรวมทุกอย่างที่มี ทั้งแชต อีเมล ใบเสนอราคา สัญญา และหลักฐานการโอนเงิน
  2. ทำหนังสือขอคืนเอกสารและข้อมูลบัญชี ระบุรายการและกำหนดเวลาให้ชัด ส่งทางที่ตรวจสอบได้
  3. ตรวจสถานะการยื่นแบบและการนำส่งงบย้อนหลังทุกช่องทางตามหัวข้อด้านบน
  4. หาสำนักงานใหม่ และแจ้งตรง ๆ ว่ามีงานค้าง เพื่อให้ประเมินงานย้อนหลังได้ถูกต้อง
  5. ให้สำนักงานใหม่จัดลำดับว่าต้องยื่นอะไรก่อน เพื่อหยุดยอดเงินเพิ่มที่เดินอยู่
  6. ถ้าความเสียหายสูง ควรปรึกษาทนายความเรื่องการเรียกร้องตามสัญญา ดูหมวด lawyer
  7. พิจารณาร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่กำกับ คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ผู้ทำบัญชี) หรือสภาวิชาชีพบัญชี (สมาชิกและผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) ช่องทางรับเรื่องสอบถามจากหน่วยงานโดยตรง

ลำดับที่ 5 คือสิ่งที่ต้องรีบที่สุด เพราะเงินเพิ่มเดินตามเวลา ยิ่งยื่นเร็วยิ่งหยุดยอดได้เร็ว

ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

  • ขอหลักฐานการยื่นทุกเดือน ตั้งเป็นเงื่อนไขในสัญญาไปเลย
  • ถือบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกิจการเอง
  • เก็บสำเนาเอกสารที่ส่งให้บัญชีไว้ฝั่งเราด้วยทุกเดือน
  • ขอดูงบทดลองอย่างน้อยทุกไตรมาส และถามในจุดที่ตัวเลขไม่สมเหตุสมผล
  • ระบุในสัญญาว่าถ้ายื่นช้าเพราะความผิดของสำนักงาน ใครรับผิดชอบค่าปรับ
  • อย่าให้สำนักงานบัญชีเป็นผู้ถือเอกสารต้นฉบับของกิจการทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

ข้อสุดท้ายมักถูกมองข้าม แต่เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการ การเก็บไว้ที่สำนักงานบัญชีชั่วคราวเป็นเรื่องปกติ ส่วนการที่กิจการไม่มีสำเนาอะไรเลยไม่ใช่เรื่องปกติ

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีเฉพาะราย เว็บไซต์เป็นเพียงสมุดรายชื่อ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการ

อ่านต่อ