รับจ้างทั่วไทย

ควรเริ่มเรียนพิเศษเมื่อไร แยกตามระดับชั้นและเป้าหมายสอบ

อัปเดต 2569/09 · หมวด กวดวิชา ติวเตอร์

ควรเริ่มเรียนพิเศษ เมื่อมีปัญหาที่ชัดเจน หรือมีเป้าหมายที่มีวันสอบแน่นอน ไม่ใช่เริ่มเพราะเพื่อนเริ่ม สำหรับเป้าหมายสอบเข้า หลายครอบครัวเริ่มประมาณ 6 ถึง 12 เดือนก่อนวันสอบ ส่วนการอุดจุดอ่อน ควรเริ่มทันทีที่เห็นว่าผู้เรียนตามบทเรียนไม่ทันติดกันหลายสัปดาห์

ช่วงเวลาในบทนี้เป็นแนวทางทั่วไป ผู้เรียนแต่ละคนพื้นฐานและเป้าหมายต่างกัน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

สัญญาณว่าถึงเวลาเริ่ม

ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป เป็นเวลาที่ควรเริ่มหาที่เรียนพิเศษ

  • คะแนนสอบย่อยหรือเกรดตกลงต่อเนื่อง ไม่ใช่ตกครั้งเดียว
  • ทำการบ้านเองไม่ได้ และผู้ปกครองอธิบายต่อไม่ไหว
  • ผู้เรียนบอกเองว่าตามไม่ทัน หรือเริ่มกลัววิชาใดวิชาหนึ่ง
  • มีเป้าหมายสอบเข้าที่ใช้เนื้อหาหรือรูปแบบโจทย์นอกเหนือจากในห้องเรียน
  • ครูที่โรงเรียนแจ้งว่าพื้นฐานบางเรื่องยังไม่แน่น

สัญญาณว่ายังไม่ควรเพิ่มชั่วโมงเรียน

บางครั้งปัญหาไม่ได้มาจากการเรียนน้อยเกินไป แต่มาจากการเรียนมากเกินไปจนไม่มีเวลาทบทวน

  • ผู้เรียนนอนไม่พอ เหนื่อยสะสม หรือป่วยบ่อย
  • เรียนพิเศษอยู่แล้วหลายวิชา แต่ไม่มีเวลาทำโจทย์เอง
  • ผู้เรียนต่อต้านการเรียนอย่างชัดเจน
  • ปัญหาจริงอาจเป็นเรื่องอื่น เช่น สายตา สมาธิ หรือความเครียด ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีเหล่านี้ การลดหรือจัดตารางใหม่มักได้ผลกว่าการเพิ่มคอร์ส

แนวทางแยกตามระดับชั้น

แต่ละช่วงวัยมีจุดประสงค์ของการเรียนพิเศษต่างกัน

ระดับชั้นจุดประสงค์ที่พบบ่อยรูปแบบที่มักเหมาะ
ประถมต้นอ่านเขียนคล่อง พื้นฐานคณิตศาสตร์ นิสัยการเรียนตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็ก ครั้งละไม่นาน
ประถมปลายตามบทเรียนให้ทัน เตรียมสอบเข้า ม.1 สำหรับบางคนกลุ่มเล็ก หรือคอร์สเตรียมสอบ
มัธยมต้นเกรดในโรงเรียน พื้นฐานคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เตรียมสอบเข้า ม.4กลุ่มใหญ่หรือกลุ่มเล็ก เสริมตัวต่อตัววิชาที่อ่อน
มัธยมปลายเกรดสะสม เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยผสมหลายรูปแบบตามวิชาและเป้าหมาย

สำหรับเด็กเล็ก ความสนุกและความรู้สึกว่าทำได้สำคัญกว่าปริมาณเนื้อหา การอัดคอร์สตั้งแต่เล็กโดยไม่มีปัญหาชัดเจนอาจทำให้เบื่อการเรียนเร็วขึ้น

เตรียมสอบเข้า ม.1 และ ม.4 ควรเริ่มเมื่อไร

หลายครอบครัวเริ่มเตรียมประมาณ 6 ถึง 12 เดือนก่อนวันสอบ ขึ้นกับพื้นฐานและความแข่งขันของโรงเรียนเป้าหมาย

  • พื้นฐานดีอยู่แล้ว เริ่มฝึกแนวข้อสอบประมาณ 3 ถึง 6 เดือนก่อนสอบก็มักพอ
  • พื้นฐานยังมีช่องโหว่ ควรเริ่มเร็วขึ้น เพื่อปูพื้นก่อนแล้วค่อยฝึกโจทย์
  • โรงเรียนเป้าหมายมีการสอบหลายวิชา ควรแบ่งเวลาให้ทุกวิชา ไม่ทุ่มวิชาเดียว

รูปแบบการรับสมัคร ช่วงเวลาสอบ และวิชาที่สอบของแต่ละโรงเรียนต่างกันและเปลี่ยนได้ทุกปี จึงควรเช็กประกาศรับสมัครของโรงเรียนเป้าหมายโดยตรงก่อนวางแผน

เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเริ่มเมื่อไร

นักเรียนหลายคนเริ่มจริงจังช่วง ม.5 และเร่งเต็มที่ช่วง ม.6 แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเวลาเริ่มคือรู้ให้ชัดว่าคณะเป้าหมายใช้คะแนนอะไร

การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใช้ระบบสอบกลางที่ใช้อยู่ในปีนั้น ชื่อระบบ ชื่อวิชาสอบ สัดส่วนคะแนน และปฏิทินสอบ เปลี่ยนได้ทุกปี ให้ดูประกาศจากหน่วยจัดสอบและมหาวิทยาลัยเป้าหมายโดยตรง

ลำดับที่แนะนำ

  1. เลือกคณะและมหาวิทยาลัยเป้าหมาย อย่างน้อย 2 ถึง 3 ตัวเลือก
  2. ดูเกณฑ์ที่ใช้ จากประกาศของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานผู้จัดสอบในปีนั้น
  3. ประเมินพื้นฐาน ด้วยการทำข้อสอบเก่าหรือข้อสอบจำลอง
  4. เลือกวิชาที่ต้องเรียนเพิ่ม จากช่องว่างระหว่างคะแนนที่ทำได้กับคะแนนที่ต้องการ
  5. วางตารางย้อนจากวันสอบ ตามหัวข้อถัดไป

อย่าลืมว่าเกรดเฉลี่ยในโรงเรียนอาจถูกใช้เป็นเกณฑ์ในบางรอบหรือบางคณะตามประกาศของปีนั้น การเรียนพิเศษจนเกรดในโรงเรียนตกจึงอาจไม่คุ้ม

วางแผนย้อนจากวันสอบ

วิธีวางแผนที่ใช้ได้กับทุกการสอบ คือเริ่มจากวันสอบแล้วนับย้อนกลับ แบ่งเป็น 3 ช่วง

ช่วงสัดส่วนเวลาโดยประมาณสิ่งที่ทำ
ปูพื้นและเก็บเนื้อหาครึ่งแรกของเวลาที่มีเรียนเนื้อหาที่ยังไม่แน่น ทีละบท
ฝึกโจทย์ประมาณ 1 ใน 3 ของเวลาทำโจทย์แยกบท แล้วค่อยรวมบท
จำลองสอบและทบทวนช่วงท้ายทำข้อสอบจำลองจับเวลา ทบทวนข้อที่ผิดซ้ำ

ถ้าเวลาเหลือน้อย ให้ตัดช่วงปูพื้นให้สั้นลง แล้วเน้นบทที่ออกสอบบ่อยและบทที่ผู้เรียนพอทำได้แล้ว แทนที่จะพยายามเก็บทุกบท

ช่วงเวลาที่คนหาที่เรียนมากที่สุด

การรู้ช่วงที่คนหาเยอะช่วยให้วางแผนได้ก่อน และไม่ต้องรีบตัดสินใจตอนที่นั่งเต็ม

  • หลังประกาศผลสอบกลางภาค ผู้ปกครองเห็นปัญหาชัดและเริ่มหาที่เรียน
  • ก่อนปิดเทอม สถาบันเปิดรับคอร์สเข้มช่วงปิดภาค
  • ช่วงหลายเดือนก่อนสอบเข้า คอร์สติวสอบเต็มเร็ว

ถ้าเริ่มหาก่อนช่วงเหล่านี้ประมาณ 1 เดือน จะมีเวลาทดลองเรียนและเทียบหลายที่ได้โดยไม่ต้องรีบ

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่รับรองผลการเรียนหรือผลสอบ เว็บไซต์เป็นเพียงสมุดรายชื่อ ไม่ใช่คู่สัญญาหรือผู้ให้บริการ

อ่านต่อ